Skip to content

Instantly share code, notes, and snippets.

@peerasak-u
Last active April 28, 2026 04:08
Show Gist options
  • Select an option

  • Save peerasak-u/dadf7ceab4a6be759fcf35b4c9bc8837 to your computer and use it in GitHub Desktop.

Select an option

Save peerasak-u/dadf7ceab4a6be759fcf35b4c9bc8837 to your computer and use it in GitHub Desktop.
FB post draft in Peerasak voice about Matt Carey: MCP = Mega Context Problem

เมื่อคืนผมดูคลิป MCP = Mega Context Problem ของ Matt Carey จากช่อง AI Engineer แล้วรู้สึกว่า เออ... คนนี้พูดสิ่งที่หลายคนน่าจะเริ่มเจอเหมือนกัน แต่ยังไม่ค่อยมีใครพูดตรงๆ น่ะครับ

Matt ทำงานเรื่อง MCP กับ agents ที่ Cloudflare เลยไม่ได้พูดจากมุมคนดูเฉยๆ แต่พูดจากมุมคนที่ต้องเอา agent ไปชนกับ API จริงแบบใหญ่จัด

สำหรับผม แกกำลังชี้อยู่เรื่องเดียวเลยครับ

ปัญหามันไปอยู่ที่ฝั่ง agent มากกว่า

คือเราเอา tools ไปยัดใส่ context แบบไม่ลืมหูลืมตาเอง

Cloudflare มี OpenAPI spec ประมาณ 2.3 million tokens และถ้าแปลงเป็น tools แบบตรงๆ จะเหลือประมาณ 1.1 million tokens แค่คำอธิบาย tool ก็แทบระเบิด context window แล้ว ยังไม่ทันทำงานจริงเลย

อันนี้แหละที่ Matt เรียกว่า Mega Context Problem

หลายทีมแก้ด้วยการแยก MCP server ตาม product ไปเลย เช่นมี 16 product ก็ทำ 16 server ข้อดีคือเบา context ลง แต่ข้อเสียคือ user ต้องเลือกเองว่าจะใช้ตัวไหน แล้ว coverage ก็มักไม่ครบ

มันเลยกลายเป็นว่า แทนที่ agent จะเข้าถึง API ทั้งก้อน มันกลับเห็นแค่เศษๆ ของระบบ

Matt ไล่ทางแก้ไว้ประมาณ 3 ทาง

  1. CLI
    ดีตรงที่ discover ตัวเองเก่ง มี help มี subcommand แต่ต้องมี shell access ซึ่งไม่ใช่ทุกที่ทำได้

  2. Tool search / progressive discovery
    ไม่ต้องโหลดทุก tool ตั้งแต่แรก แต่ค่อย search แล้วดึงเข้ามาเท่าที่เกี่ยว ทางนี้ผมว่าหลายทีมน่าจะหยิบไปใช้ก่อนได้เลย

  3. Code mode
    ไม่ต้องทำ tool definition มหาศาล แต่ให้ model เขียน code ไปคุยกับ API โดยตรงผ่าน typed SDK หรือ types ที่ generate จาก OpenAPI spec

Cloudflare ดูจะชอบแนว progressive discovery + code mode มากกว่าแนวยัดทุกอย่างเข้า context ตั้งแต่ต้น

จุดที่ผมชอบคือ Matt ไม่ได้พูดแบบโลกสวยว่า "ให้ agent เขียน code ไปเลย เดี๋ยวมันจัดการเอง"

เพราะพอ agent เขียน code ได้ ปัญหาใหม่จะโผล่ทันทีคือ security

มันอาจอ่าน secrets, ยิง network request มั่ว, วน loop แดก resource หรือทำอะไรพิลึกๆ ได้ ถ้าไม่มี sandbox ที่ดีพอ

Cloudflare เลยแก้ด้วยแนว programmable sandbox คือให้เขียน code ได้ แต่มี guardrails เช่น ปิด process.env, ปิด internet by default หรือเปิดได้เฉพาะบาง domain

แล้ว พรศ ว่าไง?

ผมเห็นด้วยกับแกนหลักของคลิปนี้เลยว่า ตัว MCP เองมันก็ทำหน้าที่ของมันไป ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ harness หรือฝั่ง agent/client ที่เราประกอบขึ้นมามากกว่า

ถ้าจะให้เปรียบ MCP ก็เหมือนปลั๊กไฟ ปลั๊กไม่ได้ผิดที่บ้านคุณรก แต่ถ้าคุณเอาปลั๊กพ่วงมาเสียบต่อกัน 12 ชั้น แล้วไฟตก ก็อย่าเพิ่งโทษปลั๊กอย่างเดียว (หยอกๆ)

แต่ผมก็ยังไม่คิดว่า code mode จะเหมาะกับทุกทีมตอนนี้นะ

ถ้าเลือก tool search คุณจะได้ความเข้าใจง่ายและปลอดภัยกว่า
แต่ถ้าเลือก code mode คุณจะครอบ API ได้เนียนกว่าและไม่ต้อง maintain tools บวมๆ
ซึ่งสิ่งที่ต้องแลกคือ sandbox, permission, policy และความเสี่ยงเรื่อง untrusted code เต็มๆ

เพราะงั้น take ของผมคือ:

ผมว่า agent ที่เวิร์กจริงคงไม่ใช่ตัวที่แบก tool ทั้งโลกติดตัวหรอก แต่น่าจะเป็นตัวที่ ค่อยๆ discover capability เท่าที่ต้องใช้ แล้วถ้าจะเขียน code ก็เขียนในคอกที่เราล้อมรั้วไว้เรียบร้อยแล้ว

สรุปแบบสั้นๆ

เอาเข้าจริง คลิปนี้มันกำลังบอกว่า pattern การยัดทุกอย่างเป็น static tools เข้า context นั่นแหละ ที่เริ่มไปต่อยากแล้วครับ

ดูคลิปเต็มได้ที่นี่: https://www.youtube.com/watch?v=YBYUvGOuotE

Sign up for free to join this conversation on GitHub. Already have an account? Sign in to comment