Last active
February 12, 2026 07:07
-
-
Save Thanajade/36bbabb98b4bf2f9bcb801f73ee5dc99 to your computer and use it in GitHub Desktop.
Revisions
-
Thanajade revised this gist
Feb 12, 2026 . 1 changed file with 36 additions and 80 deletions.There are no files selected for viewing
This file contains hidden or bidirectional Unicode text that may be interpreted or compiled differently than what appears below. To review, open the file in an editor that reveals hidden Unicode characters. Learn more about bidirectional Unicode charactersOriginal file line number Diff line number Diff line change @@ -4,27 +4,22 @@ ## **1. วัฒนธรรม DevOps และการทำ Automation** * **DevOps คือวัฒนธรรม:** ไม่ใช่แค่ชื่อตำแหน่ง แต่เป็นกระบวนการที่ทีม Development (ผู้เขียนโค้ด/ออกแบบ) และทีม Operation (ผู้วางระบบเซิร์ฟเวอร์) ทำงานร่วมกันเพื่อลดช่องว่าง (Gap) ในการทำงาน * **CI (Continuous Integration):** คือการนำโค้ดที่นักพัฒนาเขียนมา Build และตรวจสอบคุณภาพ (Code Quality) รวมถึงหาข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์โดยอัตโนมัติ * **CD (Continuous Deployment & Delivery):** * **Deployment:** การนำแอปพลิเคชันขึ้นเซิร์ฟเวอร์โดยอัตโนมัติหลังจากผ่านขั้นตอน CI * **Delivery:** ความสามารถในการส่งมอบงานให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว * **Infrastructure as Code (IaC):** การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น VM หรือ Server) ผ่านการเขียนโค้ดแทนการกดตั้งค่าด้วยมือ * ช่วยให้เห็นประวัติการแก้ไขผ่าน Git (Version Control) @@ -38,8 +33,7 @@ ## **2. Cloud Computing และโมเดลการให้บริการ** * **ข้อดีของ Cloud:** มีความยืดหยุ่นสูง จ่ายตามการใช้งานจริง (Pay-per-use) และขยายระบบ (Scale) ได้รวดเร็ว * การเพิ่มทรัพยากรบน Cloud ทำได้ในไม่กี่นาที ในขณะที่ On-premise อาจใช้เวลาจัดซื้อและติดตั้งนาน 1-2 เดือน @@ -48,35 +42,28 @@ * **ประเภทของ Cloud:** * **Public Cloud:** เข้าถึงได้ทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น AWS, Azure, Google Cloud * **Local Cloud:** ผู้ให้บริการภายในประเทศ เช่น INET, AIS, True IDC * **Private Cloud:** ระบบที่ล้อมรั้วไว้ใช้เฉพาะในองค์กรเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ไม่สามารถเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตทั่วไปได้ * **Hybrid Cloud:** การใช้งานร่วมกันระหว่าง Public และ Private Cloud * **Service Models:** * **IaaS (Infrastructure as a Service):** เช่าใช้ทรัพยากรพื้นฐาน เช่น Storage, Network และ VM * **PaaS (Platform as a Service):** เช่าใช้แพลตฟอร์มสำหรับรันแอปพลิเคชัน เช่น Google Service หรือ App Service * **SaaS (Software as a Service):** ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปพร้อมใช้งาน เช่น Office 365, อีเมล, ปฏิทิน @@ -85,122 +72,91 @@ ## **3. Software Stack และบริการของ AWS ในงานจริง** * **เครื่องมือหลัก (Stack):** * **GitLab:** ใช้เก็บ Source Code และทำ Version Control * **Jenkins:** ใช้เป็นเครื่องมือหลักในการรัน Pipeline สำหรับ Build และ Deploy * **Harbor:** ระบบเก็บ Docker Image แบบ Private (ใช้แทน Docker Hub เพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวขององค์กร) * **SonarQube:** ตรวจสอบคุณภาพโค้ด (Code Smell/Bugs) โดยทีมจะตั้งเกณฑ์ว่าต้องได้คะแนน "A" เท่านั้นถึงจะผ่าน * **การสแกนความปลอดภัย:** ใช้ **Dependency Check** เพื่อค้นหาช่องโหว่ (CVE) ใน Docker Image ก่อนนำไปใช้งาน * **บริการ AWS ที่สำคัญ:** * **VPC (Virtual Private Cloud):** เปรียบเสมือนการแบ่งห้องหรือคณะในมหาวิทยาลัย เพื่อแยกโปรเจกต์ออกจากกัน * **EC2:** เครื่องเซิร์ฟเวอร์เสมือน (VM) สำหรับรันระบบ * **S3:** ระบบเก็บข้อมูลประเภท Object Storage (ไฟล์รูปภาพ, วิดีโอ) * **EKS (Elastic Kubernetes Service):** บริการจัดการ Kubernetes บน AWS ## **4. การจัดการคอนเทนเนอร์ด้วย Kubernetes (K8s)** * **หัวใจสำคัญ:** ทำหน้าที่เป็น **Orchestrator** หรือวาทยกรที่คอยควบคุมจังหวะการทำงานของคอนเทนเนอร์จำนวนมาก * **ความสามารถหลัก:** * **Auto Scaling:** เพิ่ม/ลดจำนวนโหนดอัตโนมัติตามโหลดของผู้ใช้งาน (เช่น เพิ่มโหนดในช่วงเวลาที่คนเข้าแอปธนาคารเยอะๆ และลดลงเมื่อคนใช้น้อยเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย) * **Self-Healing:** เมื่อระบบตรวจพบว่าคอนเทนเนอร์ทำงานผิดปกติ (Unhealthy) จะทำการลบและสร้างใหม่ให้เองโดยอัตโนมัติ * **Zero Downtime:** การอัปเดตเวอร์ชันใหม่จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้ใช้งานไม่รู้สึกว่าระบบหยุดทำงาน * **Load Balancing:** กระจายการทำงานไปยังคอนเทนเนอร์หลายๆ ตัวเพื่อให้ระบบรับโหลดได้ดีขึ้น ## **5. การทำงานในธุรกิจธนาคารและความมั่นคงปลอดภัย** * **SLA (Service Level Agreement):** ธนาคารมีข้อตกลงระดับการให้บริการที่เข้มงวด เช่น ระบบล่มได้ไม่เกินกี่นาทีต่อปี (หากเกินอาจมีค่าปรับหรือผลกระทบสูง) * **DC/DR (Data Center & Disaster Recovery):** * **DC:** ศูนย์ข้อมูลหลัก * **DR:** ศูนย์ข้อมูลสำรองกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยปกติธนาคารจะมีสำรองไว้อย่างน้อย 3 แห่ง * **ลำดับการซัพพอร์ต (Support Tiers):** * **Tier 1:** Call Center รับเรื่อง * **Tier 2:** ทีม Monitor ตรวจสอบเบื้องต้น * **Tier 3:** ทีม Engineer (เช่น ทีมของคุณเม) ที่เป็นคน Implement และแก้ปัญหาเชิงลึก รวมถึงสลับระบบไปยังศูนย์สำรอง --- ### **ทักษะที่แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสายงานนี้** * **การสื่อสาร (Communication):** เป็นทักษะอันดับหนึ่ง เพราะต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางในการ "แปลภาษาเทคนิค" ให้เป็น "ภาษาคน" เพื่อคุยกับทีม PM, Business และ Developer ให้เข้าใจตรงกัน * **การเรียนรู้ด้วยตัวเอง:** ทักษะการรีเสิร์ชเครื่องมือใหม่ๆ อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเทคโนโลยี Cloud เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา * **ความรู้พื้นฐาน:** ควรศึกษาเรื่อง **Network (OSI 7 Layers)** ให้แม่นยำ เพราะจะช่วยให้ Debug ปัญหาได้ง่ายขึ้นมาก -
Thanajade created this gist
Feb 12, 2026 .There are no files selected for viewing
This file contains hidden or bidirectional Unicode text that may be interpreted or compiled differently than what appears below. To review, open the file in an editor that reveals hidden Unicode characters. Learn more about bidirectional Unicode charactersOriginal file line number Diff line number Diff line change @@ -0,0 +1,206 @@ นี่คือสรุปเนื้อหาโดยละเอียดจากการบรรยายของคุณเม (Cloud Engineer จาก Krungsri Nimble) โดยแบ่งเป็นหัวข้อหลักพร้อมรายละเอียดเชิงลึกครับ --- ## **1. วัฒนธรรม DevOps และการทำ Automation** * **DevOps คือวัฒนธรรม:** ไม่ใช่แค่ชื่อตำแหน่ง แต่เป็นกระบวนการที่ทีม Development (ผู้เขียนโค้ด/ออกแบบ) และทีม Operation (ผู้วางระบบเซิร์ฟเวอร์) ทำงานร่วมกันเพื่อลดช่องว่าง (Gap) ในการทำงาน * **CI (Continuous Integration):** คือการนำโค้ดที่นักพัฒนาเขียนมา Build และตรวจสอบคุณภาพ (Code Quality) รวมถึงหาข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์โดยอัตโนมัติ * **CD (Continuous Deployment & Delivery):** * **Deployment:** การนำแอปพลิเคชันขึ้นเซิร์ฟเวอร์โดยอัตโนมัติหลังจากผ่านขั้นตอน CI * **Delivery:** ความสามารถในการส่งมอบงานให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว * **Infrastructure as Code (IaC):** การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น VM หรือ Server) ผ่านการเขียนโค้ดแทนการกดตั้งค่าด้วยมือ * ช่วยให้เห็นประวัติการแก้ไขผ่าน Git (Version Control) * ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) และสามารถทำซ้ำ (Reproducible) ได้ง่าย ## **2. Cloud Computing และโมเดลการให้บริการ** * **ข้อดีของ Cloud:** มีความยืดหยุ่นสูง จ่ายตามการใช้งานจริง (Pay-per-use) และขยายระบบ (Scale) ได้รวดเร็ว * การเพิ่มทรัพยากรบน Cloud ทำได้ในไม่กี่นาที ในขณะที่ On-premise อาจใช้เวลาจัดซื้อและติดตั้งนาน 1-2 เดือน * **ประเภทของ Cloud:** * **Public Cloud:** เข้าถึงได้ทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น AWS, Azure, Google Cloud * **Local Cloud:** ผู้ให้บริการภายในประเทศ เช่น INET, AIS, True IDC * **Private Cloud:** ระบบที่ล้อมรั้วไว้ใช้เฉพาะในองค์กรเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ไม่สามารถเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตทั่วไปได้ * **Hybrid Cloud:** การใช้งานร่วมกันระหว่าง Public และ Private Cloud * **Service Models:** * **IaaS (Infrastructure as a Service):** เช่าใช้ทรัพยากรพื้นฐาน เช่น Storage, Network และ VM * **PaaS (Platform as a Service):** เช่าใช้แพลตฟอร์มสำหรับรันแอปพลิเคชัน เช่น Google Service หรือ App Service * **SaaS (Software as a Service):** ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปพร้อมใช้งาน เช่น Office 365, อีเมล, ปฏิทิน ## **3. Software Stack และบริการของ AWS ในงานจริง** * **เครื่องมือหลัก (Stack):** * **GitLab:** ใช้เก็บ Source Code และทำ Version Control * **Jenkins:** ใช้เป็นเครื่องมือหลักในการรัน Pipeline สำหรับ Build และ Deploy * **Harbor:** ระบบเก็บ Docker Image แบบ Private (ใช้แทน Docker Hub เพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวขององค์กร) * **SonarQube:** ตรวจสอบคุณภาพโค้ด (Code Smell/Bugs) โดยทีมจะตั้งเกณฑ์ว่าต้องได้คะแนน "A" เท่านั้นถึงจะผ่าน * **การสแกนความปลอดภัย:** ใช้ **Dependency Check** เพื่อค้นหาช่องโหว่ (CVE) ใน Docker Image ก่อนนำไปใช้งาน * **บริการ AWS ที่สำคัญ:** * **VPC (Virtual Private Cloud):** เปรียบเสมือนการแบ่งห้องหรือคณะในมหาวิทยาลัย เพื่อแยกโปรเจกต์ออกจากกัน * **EC2:** เครื่องเซิร์ฟเวอร์เสมือน (VM) สำหรับรันระบบ * **S3:** ระบบเก็บข้อมูลประเภท Object Storage (ไฟล์รูปภาพ, วิดีโอ) * **EKS (Elastic Kubernetes Service):** บริการจัดการ Kubernetes บน AWS ## **4. การจัดการคอนเทนเนอร์ด้วย Kubernetes (K8s)** * **หัวใจสำคัญ:** ทำหน้าที่เป็น **Orchestrator** หรือวาทยกรที่คอยควบคุมจังหวะการทำงานของคอนเทนเนอร์จำนวนมาก * **ความสามารถหลัก:** * **Auto Scaling:** เพิ่ม/ลดจำนวนโหนดอัตโนมัติตามโหลดของผู้ใช้งาน (เช่น เพิ่มโหนดในช่วงเวลาที่คนเข้าแอปธนาคารเยอะๆ และลดลงเมื่อคนใช้น้อยเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย) * **Self-Healing:** เมื่อระบบตรวจพบว่าคอนเทนเนอร์ทำงานผิดปกติ (Unhealthy) จะทำการลบและสร้างใหม่ให้เองโดยอัตโนมัติ * **Zero Downtime:** การอัปเดตเวอร์ชันใหม่จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้ใช้งานไม่รู้สึกว่าระบบหยุดทำงาน * **Load Balancing:** กระจายการทำงานไปยังคอนเทนเนอร์หลายๆ ตัวเพื่อให้ระบบรับโหลดได้ดีขึ้น ## **5. การทำงานในธุรกิจธนาคารและความมั่นคงปลอดภัย** * **SLA (Service Level Agreement):** ธนาคารมีข้อตกลงระดับการให้บริการที่เข้มงวด เช่น ระบบล่มได้ไม่เกินกี่นาทีต่อปี (หากเกินอาจมีค่าปรับหรือผลกระทบสูง) * **DC/DR (Data Center & Disaster Recovery):** * **DC:** ศูนย์ข้อมูลหลัก * **DR:** ศูนย์ข้อมูลสำรองกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยปกติธนาคารจะมีสำรองไว้อย่างน้อย 3 แห่ง * **ลำดับการซัพพอร์ต (Support Tiers):** * **Tier 1:** Call Center รับเรื่อง * **Tier 2:** ทีม Monitor ตรวจสอบเบื้องต้น * **Tier 3:** ทีม Engineer (เช่น ทีมของคุณเม) ที่เป็นคน Implement และแก้ปัญหาเชิงลึก รวมถึงสลับระบบไปยังศูนย์สำรอง --- ### **ทักษะที่แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสายงานนี้** * **การสื่อสาร (Communication):** เป็นทักษะอันดับหนึ่ง เพราะต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางในการ "แปลภาษาเทคนิค" ให้เป็น "ภาษาคน" เพื่อคุยกับทีม PM, Business และ Developer ให้เข้าใจตรงกัน * **การเรียนรู้ด้วยตัวเอง:** ทักษะการรีเสิร์ชเครื่องมือใหม่ๆ อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเทคโนโลยี Cloud เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา * **ความรู้พื้นฐาน:** ควรศึกษาเรื่อง **Network (OSI 7 Layers)** ให้แม่นยำ เพราะจะช่วยให้ Debug ปัญหาได้ง่ายขึ้นมาก **คุณสนใจที่จะให้ผมช่วยเจาะลึกรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการทำ Pipeline ใน Jenkins หรือวิธีการตั้งค่า VPC บน AWS เพิ่มเติมไหมครับ?**